สุขภาพ » แพทยสมาคมแห่งประเทศไทยฯ เปิดตัวโครงการ “อุ่นรัก อุ่นใจ ไบโพลาร์ Healthy mind, Happy life”

แพทยสมาคมแห่งประเทศไทยฯ เปิดตัวโครงการ “อุ่นรัก อุ่นใจ ไบโพลาร์ Healthy mind, Happy life”

8 พฤศจิกายน 2018
20   0

แพทยสมาคมแห่งประเทศไทยฯ เปิดตัวโครงการ“อุ่นรัก อุ่นใจ ไบโพลาร์ Healthy mind, Happy life”เรียนรู้และเข้าใจโรคทางจิตเวชพร้อมมอบโอกาสให้ผู้ป่วยได้ใช้ชีวิตอย่างเป็นสุขเนื่องด้วยทุกวันนี้ คนไทยประมาณร้อยละ 10-15 มีปัญหาสุขภาพจิต
แต่มีเพียงร้อยละ 1 เท่านั้นที่มาพบแพทย์ ในขณะที่ประเทศไทยพบว่ามีผู้ป่วยโรคอารมณ์แปรปรวนหรือทางการแพทย์เรียกว่า “ไบโพลาร์”เป็นจำนวนมากนับหลายแสนคนโดยจากรายงานล่าสุดในการให้บริการผู้ป่วยจิตเวชของประเทศไทยกรมสุขภาพจิต และคลังข้อมูลการแพทย์และสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ปี2559 พบว่า มีผู้ป่วยโรคไบโพลาร์ ทั้งสิ้น 32,502 คน จากผู้ป่วยจิตเวชทั้งหมด712,359 คน ซึ่งยังมีอีกจำนวนมากที่ยังไม่ทราบว่าตนป่วยหรือไม่กล้ามาพบแพทย์ จึงไม่อยากให้เกิดความชะล่าใจเพราะหากไม่ได้รับการรักษาอาจทำให้ผู้ป่วยมีอาการรุนแรงมากยิ่งขึ้นเนื่องจากไม่คิดว่าเป็นอาการของโรคแปรปรวนและหากปล่อยไว้อาจเกิดอันตรายได้ทั้งกับตัวผู้ป่วยเอง คนใกล้ชิดและสังคมรอบข้างได้


เนื่องด้วยผู้ป่วยมักใช้ความรุนแรงทะเลาะเบาะแว้งในครอบครัวบางครั้งก็มาจากการที่มีอารมณ์แบบสุดขั้วบางรายมีอาการซึมเศร้าถึงขั้นฆ่าตัวตาย ซึ่งจากสถิติพบว่าคนไข้ 1 ใน 5สามารถฆ่าตัวตายได้สำเร็จ ศ.นพ. รณชัย คงสกนธ์ นายกแพทยสมาคมแห่ประเทศไทย
ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยว่า “ในฐานะแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยฯได้ตระหนักและรณรงค์ให้ความรู้ประชาชนเกี่ยวกับโรคภัยต่างๆมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง “โรคทางจิตเวช” ถือเป็นหนึ่งในกลุ่ม 7 โรคที่แพทยสมาคมฯ ได้ดำเนินงานอยู่ภายใต้ “โครงการอุ่นใจเมื่อใกล้แพทยสมาคมฯ” สำหรับปีนี้ไบโพลาร์หนึ่งในโรคทางจิตเวชได้ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นกระแสในสังคมทำให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น แพทยสมาคมแห่งประเทศไทยฯ จึงถือโอกาสเปิดตัว“โครงการอุ่นรัก อุ่นใจ ไบโพลาร์ Healthy mind, Happy life” ขึ้นเพื่อสร้างพลังในเชิงบวกให้กับกลุ่มผู้ป่วยและครอบครัวผู้ป่วยรวมถึงสะท้อนถึงมุมมองและประสบการณ์ตรงของผู้ป่วยและคนในครอบครัวทั้งนี้เพื่อสร้างความเข้าใจให้แก่คนในสังคมได้รับรู้ถึงความรู้สึกและเข้าใจอาการของผู้ป่วยไบโพลาร์ รวมถึงผู้ป่วยทางจิตเวชให้มากยิ่งขึ้นเพื่อผู้ป่วยกลุ่มนี้จะได้มีที่ยืนในสังคมได้อย่างเป็นธรรม โดย “โครงการอุ่นรักอุ่นใจ ไบโพลาร์ นี้จะมุ่งสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องผ่านกิจกรรมการสัญจรให้ความรู้เกี่ยวกับโรคไบโพลาร์ ทั้งในกรุงเทพฯ และจังหวัดต่างๆเพื่อให้สังคมช่วยกันสังเกตพฤติกรรมคนใกล้ชิด เพื่อเข้ารับการรักษาอย่างถูกวิธีเนื่องจากเป็นโรคที่รักษาได้และสามารถอยู่ร่วมกับคนในสังคมได้อย่างมีความสุขซึ่งกำลังใจจากครอบครัวและคนรอบข้างรวมถึงได้รับการยอมรับจากสังคมเป็นสิ่งสำคัญที่สุด” รศ. นพ. ชวนันท์ ชาญศิลป์ นายกสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทยกล่าวถึงสาเหตุของการเกิดโรคไบโพลาร์ ว่ามีอยู่หลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้องทั้งทางพันธุกรรม สิ่งแวดล้อม หรือการเลี้ยงดูโดยทางพันธุกรรมนั้นในครอบครัวที่พ่อแม่ป่วยโรคนี้ลูกก็จะมีโอกาสเสี่ยงเป็นไบโพลาร์มากกว่าคนอื่นแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นกันทุกคน รวมถึงการเลี้ยงดูหากเลี้ยงดูจนทำให้เด็กเกิดความเครียด หรือไม่สามารถปรับตัวได้ก็เสี่ยงที่จะเกิดการกระตุ้นให้เกิดโรคได้มากขึ้น ส่วนสิ่งแวดล้อมเป็นตัวสำคัญที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในสมองทำให้การควบคุมอารมณ์เปลี่ยนไป โดยผู้ป่วยโรคไบโพลาร์จะมีอารมณ์แปรปรวนที่ผิดปกติแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ได้แก่อารมณ์เศร้าหรืออารมณ์รื่นเริงสนุกสนานผิดปกติ ในช่วงระยะอารมณ์ซึมเศร้าจะมีอาการแบบนี้ติดๆ กันนานถึง 2 สัปดาห์ – 1เดือน ผู้ป่วยจะมีอารมณ์เศร้า หดหู่ ร้องไห้ง่าย เบื่ออาหารรู้สึกว่าชีวิตตนเองไม่มีคุณค่า มองตัวเองในแง่ลบ และมีความคิดฆ่าตัวตายส่วนในช่วงที่มีอารมณ์รื่นเริงสนุกสนานผิดปกตินานติดๆ กัน 2 สัปดาห์ – 1เดือนเช่นกัน  ผู้ป่วยจะรู้สึกมีความสุขมาก อารมณ์ดีมากกว่าปกติ คึกคักมีความมั่นใจมากขึ้น แต่ขาดความยับยั้งชั่งใจหากถูกห้ามปรามหรือขัดขวางในสิ่งที่ต้องการจะหงุดหงิด ฉุนเฉียว

ในรายที่มีอาการรุนแรงจะพบมีอาการหลงผิดแบบมีพลังวิเศษหรือมีความสามารถพิเศษเหนือคนอื่น จนถึงมีภาวะหวาดระแวงได้
อดีตนักแสดง คุณหมวย- สุภาภรณ์ คำนวณศิลป์ กล่าวเปิดใจในงาน“อุ่นรัก อุ่นใจ ไบโพลาร์ Healthy mind, Happy life” ว่า“ตอนแรกคนรอบข้างไม่เข้าใจเรา คิดว่าหมวยเป็นบ้า เป็นคนเหวี่ยงวีนช่วงนั้นควบคุมสติไม่ได้ ปกติเราอาจจะโกรธแค่ระดับ 5 แต่ถ้าคนที่เป็นโรคนี้โกรธได้ถึงระดับ 100 จริงๆ หมวยพยายามควบคุมอารมณ์แต่มันทำไม่ได้เพราะโรคไบโพลาร์เกิดจากสารเคมีในสมองไม่เท่ากัน มันเป็นโรคที่เครียดผิดหวังเรื่องที่ไม่คาดคิดจะเกิดขึ้นกับตัวช่วงนั้นโปแตสเซียมตกต้องถูกนำตัวส่งห้อง ICU ก่อนหน้านี้ มีอาการขึ้นๆ ลงๆ แบบสองขั้วเวลามีความสุขก็แทบจะอยากจุดพลุ แต่ถ้ามีอะไรสะกิดปั๊บมันจะดิ่งลงมารู้สึกว่าต้องฆ่าตัวตายเดี๋ยวนี้ จนรู้สึกว่าเริ่มรับมือไม่ไหวก็เลยไปหาหมอดีกว่าชีวิตตอนนี้มีความสุขดีค่ะ ตอนที่หายป่วยใหม่ๆ ยังไม่มีงานแฟนและคนรอบข้างก็ให้กำลังใจว่า ไม่เป็นไร เดี๋ยวอีก 2-3 เดือนจะมีงานอดทนนะ ฝ่าฟันไปให้ได้นะ ชีวิตมันไม่ได้ต้องการอะไรแค่มีคนที่ฝ่าฟันไปด้วยกัน หมอปลื้มเค้ามากแฟนและคนรอบข้างเป็นสิ่งสำคัญมากที่จะทำให้ชีวิตหมวยดีขึ้น ดีขึ้นมากๆเข้าใจโลกมากค่ะ”


และอีกประสบการณ์ตรงของ “ดีเจเคนโด้ – เกรียงไกรมาศ พจนสุนทร ในฐานะที่เคยป่วยเป็นไบโพลาร์ขอแชร์เพื่อจุดประกายคนที่กำลังป่วยหรือคนที่มีโอกาสเป็นโรคนี้ถ้าได้รับการรักษาอย่างถูกต้องก็สามารถหายใช้ชีวิตปกติได้ครับช่วงที่ผมป่วยระยะ Mania มีอาการถึงขั้นคิดว่าสามารถเข้าทรงได้คิดว่าตัวเองเป็นผู้วิเศษต่างๆ นานานี่มันเป็นอาการของโรคเลยคือเห็นตัวเองมีอำนาจวิเศษมันจะค่อยๆขยับตัวเองขึ้นไป เช่น ฉันเก่ง เก่งมาก เริ่มมีอำนาจวิเศษบางคนถึงขั้นคิดว่าตัวเองเหาะเกินเดินอากาศได้ขึ้นไปบนตึกแล้วกระโดดลงมาเพราะคิดว่าตัวเองบินได้เนื่องจากสมองสั่งให้มีพฤติกรรมเช่นนั้น ส่วนด้านพฤติกรรมความก้าวร้าวผมเคยถึงขั้นชี้หน้าว่าแขกรับเชิญและผู้ร่วมงานด้วยถ้อยคำรุนแรงและหยาบคายและเมื่อเข้าสู่ระยะ Depressed  จะเริ่มรู้สึกว่าไม่อยากจะทำอะไร นอนไม่หลับอยากจะอยู่แต่บนเตียง ไม่อยากทำงาน ร้องไห้ ขับรถมาทำงานก็ร้องได้

ถึงขั้นทำร้ายตัวเอง ทั้งหมดทั้งมวลแล้วเป็นตัวเราที่ถูกครอบด้วยโรคเมื่อเรารู้ไม่ทันมันเรารักษาไม่ทันมันก็จะเกิดความเสียหายทางร่างกายและจิตใจของทั้งตัวเองและครอบครัว จึงอยากเป็นกระบอกเสียงให้คนเข้าใจว่าผู้ป่วยไบโพลาร์ ไม่ใช่คนบ้า
ไม่ใช่คนโรคจิตแต่จัดอยู่ในกลุ่มของโรคทางอารมณ์ที่จะสามารถรักษาหายได้ด้วยยาและจิตบำบัด ผมจะบอกเสมอการไปหาจิตแพทย์ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอะไรเลยการไปหาจิตแพทย์มันเป็นสิ่งที่ดีมากๆเมื่อเราได้ปรึกษาเราจะได้ตัดเรื่องอารมณ์ความคิดอะไรออกไปเราจะมีสติมากขึ้น” ศ.นพ. รณชัย คงสกนธ์ นายกแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยฯกล่าวปิดท้ายว่า “การสร้างความเข้าใจกับสังคมในเรื่องของจิตเวชเป็นเรื่องที่เราทุกคนต้องช่วยกัน เพราะโรคนี้สามารถรักษาได้หากได้รับการติดตามและดูแลอย่างเหมาะสม
ในขณะเดียวกันก็สามารถกลับมาเป็นซ้ำได้ถึงร้อยละ 80-90โดยมีหลายปัจจัยเป็นตัวกระตุ้น เช่น เหตุการณ์ที่สะเทือนใจ

เหตุการณ์พลิกผันในชีวิตซึ่งไม่เคยคาดคิดมาก่อน ภาวะความเครียดรุมเร้าตลอดจนการใช้สารเสพติด เป็นต้นดังนั้นการรักษาด้วยการรับประทานยาอย่างต่อเนื่องจึงสำคัญที่สุด ทั้งนี้ ผู้ป่วยญาติ และสังคมจำเป็นต้องมีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับกับโรคและการรักษาโดยผู้ป่วยเองต้องปฏิบัติตามแผนการรักษาอย่างเคร่งครัดขณะที่ญาติและคนใกล้ชิดต้องดูแลให้ผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด
รวมทั้งหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นให้เกิดอาการกำเริบ ให้กำลังใจและมีการสื่อสารที่ดีในครอบครัว  ตลอดจนสังคมก็ต้องเข้าใจ ให้โอกาสและลดอคติ มองผู้ป่วยจิตเวชและไบโพลาร์ไม่ต่างจากจากผู้ป่วยโรคอื่นๆที่สามารถรักษาได้ซึ่งจะช่วยให้พวกเขาเข้าสู่กระบวนการรักษาและใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขเช่นเดียวกับคนทั่วไป”

ดังนั้น เพื่อให้การรักษาผู้ป่วยโรคอารมณ์สองขั้วมีประสิทธิผลทั้งผู้ป่วยและครอบครัวควรได้รับความรู้ความเข้าใจ  ทั้งเรื่องธรรมชาติของโรคปัจจัยเสี่ยง การรักษา วิธีการป้องกันการกลับเป็นซ้ำ การจัดการกับความเครียดการจัดการกับจัดการกับปัญหาในชีวิตตลอดจนส่งเสริมให้มีการสื่อสารที่มีคุณภาพในครอบครัว เพื่อเพิ่มความร่วมมือในการรักษาและสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ ทั้งนี้ โครงการ “อุ่นรัก อุ่นใจ ไบโพลาร์Happy mind, Happy life” จะจัดโรดโชว์ใน 3 จังหวัดเป้าหมาย ได้แก่ ลำพูน
อุดรธานี และสงขลา เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับโรคทางจิตเวชและสนับสนุนกลุ่มผู้ป่วยในพื้นที่รวมทั้งเครือข่ายครอบครัวของผู้ป่วยในการจัดการกับโรคจิตเวชเพื่อความผาสุกของชีวิตและสังคมสามารถติดตามข่าวสารความคืบหน้าของ โครงการ “อุ่นรัก อุ่นใจไบโพลาร์ Happy mind, Happy life” ได้ที่ เฟสบุ๊คแฟนเพจอุ่นใจเมื่อใกล้แพทยสมาคม